ศธ.ออกกฎเหล็ก ขอสถานะรศ.-ศ.-ผศ. เห็นลอกผลงานสั่งปลด สอบวินัยน่ากลัว แบน 5-10 ปี

ข่าวการศึกษาครูไทย

ครั้นวันที่ 31 ตุลาคม ผู้รายงานข่าวรายงานว่าwebราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ ประกาศ ก.พ.อ.เรื่อง หลักเกณฑ์พร้อมกับกระบวนการไตร่ตรองตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ พร้อมด้วยศาสตราจารย์ พ.ศ. 2560 ที่ลงนามโดยนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประธาน ก.พ.อ. สำหรับให้หลักเกณฑ์การแต่งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ พร้อมด้วยศาสตราจารย์ เป็นช่องทางในการปรับปรุงคุณภาพวิชาการกับนวัตกรรมของประเทศ หมายรวม ครอบคลุมผลงานที่คณาจารย์ได้นำความรู้ความจัดเจนในสาขาวิชาของตนมาใช้ในการแก้ปัญหาพร้อมกับพัฒนาชุมชน สังคม หรือประเทศ ตลอดจนเคี่ยวเข็ญให้สถาบันอุดมศึกษาไทยก้าวสู่ความเป็นสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำระดับนานาชาติพร้อมทั้งเพิ่มขีดสมรรถนะในการชิงดีชิงเด่นของประเทศ

ซึ่งในประกาศได้มีการปรับแก้ไขแตกต่างจากเดิมหลายข้อ อาทิ ข้อ 5 การตั้งผู้สอนประจำผู้ใดให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการโดยวิธีปกติให้ปฏิบัติการ ดังต่อไปนี้ 1.การตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ ระบุคุณวุฒิเฉพาะตำแหน่ง ในกรณีที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ผู้นั้นต้อง ดำรงตำแหน่งอาจารย์ กับทำการอบรมมาแล้วไม่น้อยกว่าหกปี หรือ ในกรณีที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทหรือเทียบเท่า ผู้นั้นต้องดำรงตำแหน่งครู พร้อมกับทำการฝึกสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าสี่ปี หรือ กับในกรณีที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกหรือเทียบเท่า ผู้นั้นต้องดำรงตำแหน่งผู้สอน พร้อมกับทำการอบรมสั่งสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี พร้อมกับพ้นระยะทดลองการดำเนินการ ที่กำหนดโดยสถาบันนั้นๆ

นอกจากนี้ในข้อ 5.1.4 .จริยธรรมพร้อมด้วยจรรยาบรรณทางวิชาการในการนึกตรองกำหนดตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ต้องคำนึงถึงจริยธรรมพร้อมกับจรรยาบรรณทางวิชาการ อย่างนี้ (1) ต้องมีความจงรักภักดีทางวิชาการ ไม่นำงานของผู้อื่นมาเป็นผลงานของตนพร้อมด้วยไม่ลอกเลียนชิ้นงานของผู้อื่น ไม่นำชิ้นงานของตนเองในเหตุเดียวกันไปเผยแพร่ในวารสารวิชาการมากกว่าหนึ่งฉบับ

รวมไปถึงไม่ถ่ายข้อความใด ๆ จากชิ้นงานเดิมของตน โดยไม่เกี่ยวโยงผลงานเดิมตามหลักวิชาการ ทั้งนี้ ในลักษณะที่จะทำให้หลงผิดว่าเป็นผลงานใหม่ (2) ต้องอ้างถึงบุคคลหรือแหล่งที่มาของข้อมูลที่นำมาใช้ในงานทางวิชาการของตนเองเพื่อให้แสดงหลักฐานของการค้นคว้า (3) ต้องไม่คำนึงถึงประโยชน์ทางวิชาการจนเฉยเมยหรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่นหรือสิทธิมนุษยชน (4) ผลงานทางวิชาการต้องได้มาจากการทำความเข้าใจโดยใช้หลักวิชาการเป็นเกณฑ์ ไม่มีอคติ พร้อมทั้งเสนอชิ้นงานตามความเป็นจริง ไม่จงใจเบี่ยงเบนผลการเรียนหรือวิจัย โดยใฝ่ประโยชน์ส่วนตัว หรือเพื่อก่อให้เกิดความหายนะแก่ผู้อื่น พร้อมกับเสนองานตามความเป็นจริง ไม่ขยายข้อค้นพบ โดยไร้การวิเคราะห์รับรองในทางวิชาการ

ข่าวการศึกษาครูไทย